ตะกร้อ

คำว่า “ตะกร้อ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปี พ.ศ. 2525 ให้คำนิยาม “ตะกร้อ” ไว้ว่า “ของเล่นชนิดหนึ่ง ลูกกลม สานด้วยหวายเป็นตาๆ สำหรับเตะ” ปัจจุบันตะกร้อใช้วัสดุประเภทใยสังเคราะห์ หรือพลาสติกและไม่ได้สานด้วยมือ แต่ใช้เครื่องจักรและกรรมวิธีอื่นๆ เพราะหวายนั้นค่อนข้างหายากและขาดแรงงานฝีมือ “ตะกร้อ” ตะกร้อยังมีความหมายมากกว่าของเตะเล่น โดยปรากฏในพจนานุกรมอีกว่า เป็น “เครื่องมือสอยผลไม้ มีด้ามยาว รูปรี ทำด้วยไม้เป็นซี่ เครื่องสานรูปทรงกระบอก สำหรับใส่ไว้ในประถางยาดองและกะปิ เพื่อกันเอาแต่น้ำ
ตะกร้อเป็นกีฬาที่ไม่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นในประเทศใด สมัยใด และใครเป็นผู้คิดค้นการเล่นขึ้น แต่ประเทศที่นิยมเล่นตะกร้อมาเป็นเวลานานนั้นมีหลายประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และจีน
จะเห็นว่าตะกร้อเตะเล่นนั้น คนไทยเล่นมานานแล้วควบคู่ไปกับการเล่นกระบี่กระบอง เนื่องจากประเทศไทยมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยหวาย จึงได้ตัดหวายมาดัดแปลงเป็นอาวุธโบราณจำลอง เพื่อใช้ในการต่อสู้แทนอาวุธจริง แต่ไทยเราเริ่มสานตะกร้อเล่นเมื่อไหร่กันแน่นั้น ยังหาข้อยุติไม่ได้ เมื่อประมวลความรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแล้ว น่าจะเชื่อได้ว่าคนไทยเริ่มเล่นตะกร้อกันจริงจังในสมัยอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ด้วยช่างนั้นเป็นระยะสงคราม ทหารต้องเดินทางยาวนาน เมื่อถึงทำเลที่เหมาะก็จะสร้างค่ายพักแรมขึ้น ก็ไม่การทำไร่ไถนา ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นเสบียง ในช่วงนี้เองทหารมีเวลาพักผ่อน บ้างก็ออกไปลาดตะเวนด้วยพาหนะม้า จึงได้มีการสานตะกร้อหุ้มปากม้าเพื่อป้องกันมิให้ม้าร้องส่งเสียงดังเพราะจะทำให้การลาดตระเวนไม่เป็นผล บ้างก็หาของป่าทั้งสัตว์และพืชมาเป็นอาหาร และได้พบว่ายอดหวายเป็นอาหารวิเศษของเหล่าทหาร เมื่อตัดหวายและนำยอดมาประกอบอาหารส่วนลำต้นก็นำมาสานเตะเล่น เหตุเพราะคนไทยรักในกีฬาประเภทเตะต่อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเมื่อเห็นว่าเตะแล้วให้ความสนุกสนานร่าเริง จึงได้ตัดหวายแล้วนำมาสานเตะเล่นกันอย่างแพร่หลายในกองทัพ นอกจากนี้ยังมีการโยนรับด้วยมืออีกด้วย มีข้อความบันมึกไว้ว่าทางราชการได้สานตะกร้อขนาดใหญ่สำหรับใส่นักโทษที่กระทำความผิดร้ายแรงให้ช้างเตะไปตามถนน เป็นไปได้ว่า คนไทยเรามีฝีมือในการสานตะกร้อชนิดต่างๆ มานานแล้ว โดยเฉพาะตะกร้อที่ใช้เตะ และน่าจะเป็นชาติแรกในโลกที่เล่นตะกร้อ อย่างไรก็ตาม คงจะมีทหารกองสอดแนมของพม่าได้พบเห็นเข้า จึงตัดหวายไปลองสานดูบ้าง แต่สานเป็นแบบหลวมโปร่ง มีน้ำหนักน้อย เพราะอาจจะดูการสานของไทยไม่ถนัด พม่าจึงเรียกหวายที่สานเป็นตะกร้อขึ้นแบบหลวม ๆ ว่า “ชินลง” ( CHINLONG )
ทางตอนใต้ของประเทศไทย ประเทศมาเลเซียก็นิยมเล่นตะกร้อที่สานด้วยหวายเช่นกัน เนื่องจากมีต้นหวายขึ้นหนาแน่นในบริเวณนั้น เข้าใจว่าคงได้แบบอย่างไปจากพม่าและไทยปะปนกัน ในระยะหลังๆ ลูกตะกร้อที่มาเลเซียสานขึ้นมานั้นจึงมีลักษณะสองชั้น ตะกร้อลูกเล็กอยู่ชั้นในโดยสานแน่นแบบไทย ส่วนชั้นนอกนั้นสานหลวม ๆ แบบพม่า ตะกร้อแบบมาเลเซียจึงมีน้ำหนักมากและมีความยืดหยุ่นได้ดี ชาวมาเลเซียเรียกตะกร้อว่า “เซปัก – รากา” ( SEPAK RAKA )
นอกจากนี้ประเทศฟิลิปปินส์ที่เล่นตะกร้อ แต่เรียกตะกร้อว่า “ซิปัก” ( SIPAK ) เข้าใจว่าอาจเรียกตามแบบมาเลเซีย แต่ฟิลิปปินส์มาฝึกเล่นภายหลัง
เมื่อพิจารณาจากงานเขียนของ เฟรเดอริค อาร์เธอร์ นีลซึ่งได้เขียนหนังสือเรื่อง NARRATIVE OF
A RESIDENCE INSIAM ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1852 ได้กล่าวถึงตะกร้อชนิดหนึ่ง เป็นลูกหนังแล้วปีกด้วยขนไก่ พร้อมทั้งมีภาพเขียนคนไว้ผมจุกล้อมลงเตะตะกร้อชนิดนี้อยู่ การเตะตะกร้อยังมีการกล่าวถึงในหนังสือพงศาวดารจีนเรื่อง “ซุยถัง” อีกด้วย จึงเป็นข้อมูลที่น่าพิจารณาว่าใครได้แบบอย่างไปจากใคร อนึ่งในภาพคนล้อมวงเตะตะกร้อที่เล่นอยู่ในประเทศจีน และมีการกล่าวไว้ในซุยถังนั้น น่าจะเป็นชนเผ่าไตหลายเผ่าพันธุ์ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกัน มีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในแผ่นดินจีน ถ้าเป็นเช่นนั้นก็สรุปได้ว่าชาวไตหรือชาวไทเล่นตะกร้อก่อนชนชาติอื่น
จีนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่นิยมเล่นตะกร้อ โดยเรียกตะกร้อว่า “เตกโก” ( T’EK K’AU ) ซึ่งออกเสียงคล้ายคำว่า “ตะกร้อ” ของไทย หรือเป็นไปได้ว่าชนเผ่าไตที่อยู่ภายใต้การครอบครองได้เล่นตะกร้อและเรียกว่าเตกโก และคำนี้เองเป็นต้นเค้าของคะว่าตะกร้อหรือกะต้อ ( คำที่ชาวอีสานเรียก ) ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การเล่นตะกร้อมีลักษณะที่เหมือนกันคือ ใช้เท้าเตะหรือใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ส่วนชื่อที่ใช้เรียกตะกร้อก็เรียกกันไปตามภาษาของแต่ละประเทศ เช่น พม่าเรียกว่า “ชินลง” ( CHINLON ) มาเลเซียเรียกว่า “เซปัก รากา” ( SAPAK RAKA ) ฟิลิปปินส์เรียกว่า “ซิปัก” ( SIPAK ) จีนเรียกว่า “เตกโก” ( T’EK K’AU ) ไทยเรียกว่า “ตะกร้อ” ( TAKRAW )
ปัจจุบันกีฬาตะกร้อได้รับการส่งเสริมให้มีการเล่นกันอย่างแร่หลายมากขึ้น เพราะนอกจากหน่วยงานต่างๆ และสมาคมกีฬาไทยจะจัดให้มีการแข่งขันกีฬาตะกร้อเป็นประจำแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ ยังกำหนดเนื้อหาวิชาตะกร้อไว้ในหลักสูตร ให้นักเรียนได้เรียนเป็นวิชาพลศึกษาในโรงเรียนอีกด้วย

ประเภทของกีฬาตะกร้อ 

การเล่นตะกร้อในประเทศไทยเท่าที่ปรากฏมาแต่เดิมจนถึงปัจจุบันมีอยู่ ๘ ประการด้วยกันคือ
๑. ตะกร้อวงเล็ก
๒. ตะกร้อวงใหญ่
๓. ตะกร้อเตะทน
๔. ตะกร้อพลิกแพลง
๕. ตะกร้อชิงธง
๖. ตะกร้อลอดห่วง
๗. ตะกร้อข้ามตาข่าย
๘. เซปัก – ตะกร้อ

๑.ตะกร้อวงเล็ก

ตะก้อวงนับเป็นการเริ่มแรกของรูปแบบการเล่นตะกร้อ ซึ่งอาจใช้ผู้เล่นเพียงคนเดียว เตะหรือเดาะลูก เล่นให้ลูกลอยอยู่ในอากาศและใช้อวัยวะหลายๆ ส่วนที่แตกต่างกันเตะหรือเดาะลูก โดยใช้ทั้งเท้า เข่า ศอก ศีรษะ ต่อมาอาจมีผู้เล่นเพิ่มเป็น ๒ คน มีการโยนให้ผู้ยืนอยู่ตรงข้ามเตะโต้กันเป็นเวลานานๆ โดยทั่วไปแล้วผู้เตะมักจะเตะลูกที่ตนถนัด เช่น ลูกแป ลูกหลังเท้า ลูกโหม่ง เป็นต้น การเล่นตะกร้อวงเล็กนั้นจะเล่นในบริเวณที่แคบๆ เช่น บนโต๊ะ หรือสนามซึ่งเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒ – ๓ เมตร

๒. ตะกร้อวงใหญ่

                ลักษณะและรูปแบบการเล่นเหมือนกับการเล่นตะกร้อวงเล็ก ต่างกันตรงที่สถานที่เล่นและจำนวนผู้เล่น กล่าวคือ ตะกร้อวงใหญ่จะเล่นในสนามเรียบมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๘ – ๑๔ เมตร ซึ่งอยู่กับผู้เล่นว่าจะมีจำนวนเท่าใด โดยปกแล้วจะมีผู้เล่นตั้งแต่ ๕ – ๘ คน ท่าทางการเล่นนั้นก็มีลักษณะเช่นเดียวกับการเล่นตะกร้อวงเล็ก แต่ตะกร้อวงใหญ่ต้องออกแรงเตะลูกหรือส่งลูกมากกว่า มิฉะนั้นตะกร้อจะไม่ถึงผู้รับ ผู้เล่นต้องระมัดระวังจังหวะการเล่น ท่าทางต่างๆ ตลอดจนน้ำหนักหรือแรงเหวี่ยงให้เหมาะสม

๓. ตะกร้อเตะทน

                ตะกร้อเตะทนหรือตะกร้อวงเตะทน มักนิยมเล่นแข่งขันกันเป็นทีม จึงควรศึกษาไว้เพื่อนำไปเล่นกันต่อไป

๔. ตะกร้อพลิกแพลง

                ตะกร้อพลิกแพลง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การติดตะกร้อ” การเล่นตะกร้อแบบนี้ผู้เล่นต้องมีความชำนาญเป็นอย่างดี เพราะลูกที่ผู้เตะจะเตะแต่ละท่า ดัดแปลงมาจากท่าธรรมดา การเล่นตะกร้อพลิกแพลงนี้ส่วนมากไม่ทำการแข่งขัน เป็นเพียงเล่นกันเพื่ออวดลวดลายในการเตะเพื่อดูกันแปลกๆ และเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินกันเท่านั้น วิธีเล่นก็ตั้งวงเหมือนตะกร้อวง แต่ไม่ต้องขีดเส้นเหมือนตะกร้อวง ผู้เล่นจะมีตั้งแต่ ๒ – ๘ คน แต่ละคนก็จะเตะหรือใช้กระบวนท่าส่งลูกไปยังคู่ ซึ่งคู่โต้ก็จะแสดงท่าพลิกแพลงต่างๆ ในลักษณะที่เรียกกันว่า “ติดตะกร้อ” สักระยะเวลาหนึ่งแล้วก็จะส่งกลับไปยังผู้เล่นอื่นบ้าง ซึ่งผู้เล่นร่วมวงคนอื่นก็จะแสดงท่าพลิกแพลงที่แตกต่างกันออกไปอีก เช่น รับลูกตะกร้อที่ส่งมาด้วยหลังเท้าแล้วเตะลูกไม่ให้ตก จากนั้นก็เตะส่งลูกขึ้นไปติดค้างกับส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ข้อพับ ขาหนีบ ซอกคอ ต้นคอ หน้าขา หรือสงบนิ่งอยู่บนหลังเท้าและเมื่อได้จังหวะอีกก็เตะลูกใหม่ไปติดค้างอยู่ตามร่างกายส่วนอื่นๆ ได้อีก ผู้เล่นที่ชำนาญจะติดตะกร้อได้ตั้งแต่หนึ่งลูก ไปจนถึง ๑๗ ลูกก็มี

๕. ตะกร้อชิงธง

                ตะกร้อชิงธงหรือตะกร้อเตะช่วงชัย เป็นการแข่งขันตะกร้ออีกวิธีหนึ่ง คล้ายการแข่งขันวิ่งวัวหรือวิ่งเร็ว โดยขีดเส้นด้วยปูนขาวลงบนพื้น ทำเป็นช่องทางกว้างประมาณ ๓ เมตร ยาวประมาณ ๕๐ เมตร เมื่อผู้เข้าแข่งขันยืนประจำที่เส้นเริ่มต้น จากนั้นเมื่อได้ยินสัญญาณให้เลี้ยงตะกร้อด้วยอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ยกเว้นมือ โดยพยายามพาลูกตะกร้อไปยังปลายทาง ซึ่งมีเส้นชัย มีธงปักไว้เป็นเครื่องหมาย ถ้าผู้เล่นคนใดสามารถเลี้ยงตะกร้อโดยไม่ออกนอกลู่ และไม่ตกพื้นจนกระทั่งถึงเส้นชัยก่อนจะเป็นผู้ชนะการแข่งขัน

๖. ตะกร้อลอดห่วง

                ตะกร้อลอดห่วง มักเรียกวันหลายชื่อ เช่น ตะกร้อลอดบ่วง ตะกร้อห่วงชัย หลวงมงคลแมน ( สังข์ บูรณะศิริ ) เป็นผู้ริเริ่มคิดขึ้นราวช่วง พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๗๕ เริ่มมีการแข่งขึ้นครั้งแรกราว พ.ศ. ๒๔๗๖ ตะกร้อลอดห่วงมีผู้เล่น ๗ คน สำรอง ๓ คน สนามสำหรับสำหรับแข่งเป็นพื้นราบอยู่ในร่มหรือกลางแจ้งก็ได้ ในขณะที่เล่นจะเปลี่ยนตัวผู้เล่นไม่ได้ จะเปลี่ยนได้ในคราวแข่งขันคราวต่อไป มีลวดสปริงขึงไว้ระหว่างเสาทั้งสองต้นซึ่งห่างกันประมาณ ๒๐ เมตร ลวดสปริงที่ขึงนั้นสูงจากพื้น ๘ เมตร มีรอกสำหรับแขวนห่วง ๑ ตัว อยู่กึ่งกลางลวดสปริงห่วงชัยประกอบด้วยวงกลม ๓ ห่วง ขนาดเท่ากัน จะทำด้วยโลหะ หวาย หรือไม้ก็ได้ ขอบล่างของห่วงต้องได้ระดับ สูงจากพื้นสนาม ๕.๗๕ เมตร เวลาลูกตะกร้อเข้าห่วง ให้หย่อนลงมาเพื่อนะลูกตะกร้อจากถุงห่วงและโยนขึ้นเล่นใหม่ มีผู้ชักรอก ๑ คน ใช้เวลาในการแข่งขันครั้งละ ๕๐ นาที ไม่มีพัก ผู้เล่นทั้ง ๗ คน ยืนเป็นวงห่างกันพอสมควร การเตะลูกตะกร้อเข้าห่วงทำได้ทุกคนจะเตะลูกตะกร้อท่าใดก็ได้และมีคะแนนให้ทุกท่าและทุกลูกที่เข้าห่วง โดยให้คะแนนตามความยากง่ายของแต่ละท่า คณะตะกร้อชุดใดได้คะแนนมากในเวลาที่กำหนดเป็นฝ่ายชนะ
รายละเอียดเกี่ยวกับกติกาการแข่งขันตะกร้อลอดห่วง ศึกษาได้จากสมาคมกีฬาไทยพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย หรือที่สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ทุกแห่ง

๗. ตะกร้อข้ามตาข่าย

                การเล่นตะกร้อข้ามตาข่ายแบบไทยนี้ เนื่องจากมีนักตะกร้อและนักแบดมินตันบางท่าน ซึ่งมี หลวงสำเร็จวรรณกิจ ขุนจรรยาวิฑิต นายผล ผลาสินธุ์  และนายยิ้ม ศรีหงส์ เป็นคณะผู้ริเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ โดยพยายามการเล่นตะกร้อกับแบดมินตันเข้าด้วยกันและเรียกกีฬาใหม่นี้ว่า “ตะกร้อข้ามตาข่าย” โดยมีการนับคะแนนแบบแบดมินตัน จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ สมาคมกีฬาสยามซึ่งเป็นชื่อสมาคมในสมัยนั้น บัดนี้เปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมกีฬาไทย ได้ขอให้หลวงคุณวิชาสนอง ร่างกติกาตะกร้อข้ามตาข่ายขึ้น และ พ.ศ. ๒๔๗๖ จึงจัดให้มีการแข่งขันตะกร้อข้ามตาข่ายระหว่างประชาชนขึ้นเป็นครั้งแรกในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ประจำปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ปรากฏว่าต่อมามีผู้นิยมเล่นกันมากและแพร่หลายกันมากขึ้นตามลำดับ จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๙ กรมพลศึกษาจึงจัดให้มีการแข่งขันตะกร้อข้ามตาข่ายระหว่างนักเรียนขึ้นเป็นครั้งแรก

๘. เซปักตะกร้อ

                เซปักตะกร้อหรือตะกร้อข้ามตาข่ายแบบสากล เป็นกีฬาที่ได้พัฒนามาจนเป็นที่แพร่หลายไปเกือบทั่วโลก  ประเทศมาเลเซียเป็นผู้คิดค้นกติกาการเล่น ซึ่งลักษณะการเล่นเซปักตะกร้อคล้ายกับการเล่นตะกร้อข้ามตาข่ายของไทย แต่ต่างกันตรงรูปแบบ สนาม การเล่นลูก การนับคะแนน และกติกาการแล่น
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ในช่วงฤดูการแข่งขันกีฬาไทย ซึ่งมีการแข่งขันว่าว กระบี่กระบอง และตะกร้อ โดยสมาคมกีฬาไทย ณ ท้องสนามหลวง ราวเดือนมีนาคมและเมษายน ในปีนี้สนามคมตะกร้อจากปีนัง ประเทศมาเลเซีย ได้เชื่อมความสัมพันธ์เพื่อแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ได้มีการแข่งขันตะกร้อของทั้งสองประเทศ นักกีฬาทีมชาติไทยมีความถนัดในการเล่นตะกร้อแบบกติกาไทย ส่วนนักกีฬาทีมชาติมาเลเซีย มีความถนัดในการเล่นตะกร้อแบบกติกามาเลเซีย คณะกรรมการจัดการแข่งขัน จึงได้กำหนดกติกาในการแข่งขันทั้งสองแบบ ผลการแข่งขันตะกร้อแบบกติกาไทย ปรากฏว่านักกีฬาทีมชาติไทยชนะนักกีฬาทีมชาติมาเลเซียสองเซตรวด ส่วนการแข่งขันแบบกติกามาเลเซีย ปรากฏว่านักกีฬาทีมชาติไทยแพ้นักกีฬาทีมชาติมาเลเซียสิงเซตรวดเช่นเดียวกัน
ภายหลังการแข่งขันตะกร้อครั้งนั้น คณะผู้ประสานงานกีฬาตะกร้อของทั้งสองประเทศ ได้มีการประชุมเพื่อปรึกษาหารือในการเผยแพร่กีฬาชนิดนี้ให้กว้างขวางเป็นที่นิยมต่อนาอารยประเทศ จึงได้ตกลงร่วมกันกำหนดชื่อกีฬานี้ขึ้นใหม่ ซึ่งทั้งสองประเทศนี้ใช้ชื่อไม่เหมือนกัน ประเทศไทยใช้ชื่อว่า “กีฬาตะกร้อ” ส่วนมาเลเซียใช้ชื่อว่า “ซีปัก รากา” ซึ่งคำว่า รากา นั้น แปลว่าตะกร้อนั้นเอง คณะกรรมการประสานงานหรือสมาคมกีฬาของทั้งสองประเทศ จึงได้นำคำว่า SEPAK ของมาเลเซีย มารวมกับคำว่า ตะกร้อ ของประเทศไทย รวมเป็นคำว่า SEPAK – TAKRAW หรือ เซปักตะกร้อมาตราบเท่าทุกวันนี้ และกีฬาเซปักตะกร้อได้บรรจุเข้าในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และบรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

  การดูแลรักษา

   ตะกร้อในปัจจุบันมีอยู่ 2 ชนิด คือ ตะกร้อที่สานด้วยหวายและตะกร้อที่ทำจากใยสังเคราะห์หรือพลาสติก แม้ว่าทั้งสองชนิดนี้จะไม่เหมือนกัน แต่ถ้านำมาฝึกหรือเล่นแล้วจะเห็นว่าทั้งการเด้งและน้ำหนักไม่มีข้อแตกต่างกันเลย อุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นตะกร้อก็จำเป็นต้องดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพดี พร้อมที่จะใช้งานได้เสมอ และเป็นการป้องการการชำรุดเสียหายก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้ยังเป็นการประหยัดและเป็นการปลูกฝังนิสัยรักความมีระเบียบให้กับผู้เล่น ซึ่งหลักการปฏิบัติมีดังนี้

            1. ไม่ควรนำตะกร้อที่เปียกน้ำมาเล่น เพราะนอกจากน้ำหนักของตะกร้อจะเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ตะกร้อชำรุดมากกว่าปกติ
2. ทำความสะอาดลูกตะกร้อทุกครั้งก่อนที่จะนำไปเก็บ ด้วยการใช้ผ้าแห้งเช็ด ตากหรือผึ่งให้แห้ง จะทำให้ตะกร้อมีอายุการใช้งานมากขึ้น
3. อุปกรณ์ที่ชำรุด เช่น ตาข่าย ลูกตะกร้อ ให้รีบซ่อมแซมทันที การปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เสียหายมากขึ้น
4. ควรมีชั้นหรือตู้เก็บอุปกรณ์โดยเฉพาะ และควรเก็บแยกประเภทให้เรียบร้อยเพื่อสะดวกที่จะนำมาใช้
5. ถ้าเป็นตะกร้อหวายควรทาด้วยน้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะพร้าว แล้วนำไปตากแดดบ้าง โดยจะต้องระมัดระวังไม่ให้โดนน้ำ เพราะจะทำให้หวายอมน้ำและพองตัว ทำให้ตะกร้อบิดเบี้ยวเสียรูปทรงและมีน้ำหนักมาก ขณะเปียกน้ำไม่ควรนำมาเตะจนกว่าจะตากแดดให้แห้งเสียก่อน
6. ถ้าเป็นตะกร้อใยสังเคราะห์หรือพลาสติก ถ้าลูกตะกร้อเปื้อนโคลนสกปรก ก็ควรจะล้างน้ำหรือขัดถูให้สะอาดเสียก่อน  จะทำให้น่าเล่นยิ่งขึ้น

                                                                      

  มารยาทของผู้เล่น

1. ปฏิบัติตามระเบียบ กฎ กติกาการเล่นอย่างเคร่งครัด และการยอมรับการตัดสินของผู้ตัดสินตลอดเวลาที่แข่งขัน
2. มีความสุภาพเรียบร้อย แสดงความเป็นมิตรและให้เกียรติแก่ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามก่อนและหลังจากการแข่งจันเสร็จสิ้น ควรจับมือกับผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าทีมตนจะชนะหรือแพ้ก็ตาม
3. ไม่แสดงกิริยาหรือถ้อยคำที่ไม่สุภาพต่อผู้เล่นและผู้ชม
4. มีใจคอหนักแน่น อดทน อดกลั้น และสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้
5. ไม่จงใจฟังคำสอนจากผู้หนึ่งผู้ใดนอกสนามในระหว่างการแข่งขัน
6. ไม่พูดจาหยาบคายหรือแสดงกิริยาเสียดสีและล้อเลียนผู้แข่งขัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: